เขาแข่งนกเขาคารมกันอย่างไร 

โดย

คุณนพรัตน์  ชัยสมบูรณ์ - กรุงเทพฯ


 

เมื่อพูดถึงนกเขาใหญ่ เชื่อว่าท่านที่เคยไปเดินเล่นแถวตลาดนัดสวนจตุจักรในวันสุดสัปดาห์ หรือที่ท้องสนามหลวงสมัยก่อน คงเคยเห็นและรู้จักมักคุ้นกับนกเขาใหญ่กันพอสมควร เพราะมีบรรดาพ่อค้าแม่ค้านำมาใส่กรงขายทั้งใส่มาในกรงเดี่ยวตัวเดียว และที่รวมมาหลายๆตัวในกรงเดียวกัน นกเหล่านี้เมื่อนำมาแขวนไว้ก็จะส่งเสียงขันเจื้อยแจ้ว ผู้ที่นิยมเลี้ยงก็จะสนใจมาฟังและซื้อหากันตามความพอใจ ท่านที่อยู่บ้านที่มีอาณาเขตกว้างขวาง มีต้นไม้เยอะหรืออยู่ในชนบท ก็คงได้ยินเสียงนกเขาใหญ่ที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นส่งเสียงขัน จู้ฮุกกรู้...กุก เป็นเสียงทุ้มบ้างแหลมบ้างตามสายพันธุ์ของมัน

นกเขาใหญ่นั้นเล่ากันว่ามีผู้นิยมเลี้ยงกันมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่5 เรื่อยมา บรรดาเจ้าขุนมูลนายในสมัยก่อนนิยมเลี้ยงไว้ประดับบารมี พ่อตาของผู้เขียน (เจ้าพระยาพลเทพ) เสนาบดีกระทรวงเกษตรในสมัยรัชกาลที่ 7 ก็เป็นผู้หนึ่งที่นิยมเลี้ยงเป็นอย่างมาก คุณฉลาดล้ำ โกมารกุล ณ นคร ซึ่งเป็นบุตรชายของท่านได้เล่าให้ฟังว่า เจ้าคุณพ่อเลี้ยงนกเขาใหญ่ไว้หลายตัว เวลาแขกไปใครมามักนิยมมาประกวดประขันกัน โดยนำนำสองตัวมาแขวนประกบใกล้เคียงกันในเรือนรับรองที่เรียกว่า หอนก ให้นกขันแข่งกัน นกเขาใหญ่ที่เลี้ยงกันสมัยนั้น เป็นนกที่จับมาจากป่าทั้งสิ้น เจ้าของนำมาเลี้ยงไว้จนเชื่อง วิธีการประกวดก็ให้นกสองตัวขันแข่งกัน ตัวไหนหยุดขันก่อนถือว่าแพ้ ต่อมามีการผสมพันธุ์เพื่อให้ได้นกที่มีเสียงดี และลีลาการขันที่ไพเราะเพราะพริ้งยิ่งขึ้น มีพัฒนาการมาเรื่อยจนถึงปัจจุบัน

บุคคลที่เป็นผู้เผยแพร่การเลี้ยง ตลอดจนการประกวดนกเขาใหญ่ในปัจจุบันได้แก่พลเอกหลวงชาญชิดชิงชัย (ราว พ.ศ. 2505) คุณหลวงชาญได้ชักชวนบรรดาผู้นิยมเลี้ยงนกเขาใหญ่มาร่วมกันจัดตั้งเป็นชมรม ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นแผนกนกเขาใหญ่ในสมาคมสัตว์เลี้ยงแห่งประเทศไทย มีการจัดประกวด 2-3 เดือนครั้ง สถานที่ประกวดก็ใช้ที่บ้านคุณหลวงชาญที่ริมคลองประปาสามเสนนั่นเอง มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นบริหารกิจการของแผนกนกเขาใหญ่ คุณหลวงชาญในฐานะประธานกรรมการมีบทบาทอย่างมากในการเฟ้นหาและเลือกฝึกฝนอบรมบุคคลที่จะมาทำหน้าที่เป็นกรรมการตัดสินในการประกวด ผู้เขียนได้รับเกียรติให้ร่วมเป็นกรรมการตัดสินด้วยคนหนึ่ง รุ่นเดียวกันกับคุณฉลาดล้ำ โกมารกุล ณ นคร, น.อ.วิจินต์ จิตะสมบัติ , อ.บุญเกิด บัวหภักดี , ม.ร.ว เล็ก วรวุฒิ , ครูประจวบ, พ.ต.ศิริเชิด ศาสตราภัย ฯลฯ การประกวดในช่วงนั้นจัดครั้งละสองวัน โดยวันเสาร์ประกวดนกเสียงเล็กและเสียงใหญ่ ส่วนเสียงกลางมีจำนวนนกมากกว่า จัดแข่งในวันอาทิตย์โดยใช้เวลาครึ่งวันเช้า

การแข่งนกเขาใหญ่คารม แข่งโดยจับสลากประกบคู่ โดยนกตัวหนึ่งแขวนขอซ้าย อีกตัวหนึ่งแขวนขอขวา ขอทั้งสองข้างห่างกันประมาณหนึ่งเมตรครึ่ง เมื่อเจ้าของนกนำเข้าขอแขวนแล้ว ประธานฯจะสั่งให้นำนกกลางเข้ามาล่อให้นกทั้งสองขัน เมื่อเริ่มการแข่งขัน กรรมการจะให้คะแนนไปจนกว่าจะหมดเวลา 10 นาที คณะกรรมการประกอบด้วย ประธานกรรมการตัดสิน กรรมการเสียง กรรมการคารม (ขอซ้ายและขอขวา) กรรมการความเร็ว (ขอซ้ายและขอขวา) กรรมการควบคุมเวลา และกรรมการรวมคะแนน

การให้คะแนนจะพิจารณาจาก
ขนาดเสียง
  เสียงเล็กให้ 1-30 คะแนน
  เสียงกลางให้ 31-60 คะแนน
  เสียงใหญ่ให้ 61-90 คะแนน
ความดัง คะแนนเต็ม 10 คะแนน
ความดุ คะแนนเต็ม 10 คะแนน
ความไพเราะ คะแนนเต็ม 10 คะแนน
ทำนองหรือลีลา คะแนนเต็ม 20 คะแนน
รวมคะแนนข้างต้นนี้เรียกว่าคะแนนเสียง

ส่วนกรรมการความเร็วจะบันทึกคำขันของนก ไม่ว่าจะเป็นคำเรียก (จู้ฮุกกู) หรือคำหนุน (กู้ฮุกกู) (3 พยางค์เหมือนคำเรียกแต่เสียงสั้นกว่า) หรือคำคู (กู้กู - 2 พยางค์ ) โดยแต่ละคำได้หนึ่งคะแนน ทั้งนี้ต้องเป็นคำสมบูรณ์ ไม่ใช่คำเสีย เช่นติดอ่าง (จู้ฮุก) หรือบัวโรย (จู้ฮู) กรรมการจะบันทึกจำนวนคำขันไปจนหมดเวลา กรรมการรวมคะแนนจะรวมว่าภายใน 10 นาที นกขันได้ทั้งหมดกี่คำ สำหรับกรรมการคารมจะจดคารมนกขอที่ตนรับผิดชอบ โดยบันทึกเป็นสัญลักษณ์แทนคำขันของนก โดยคำเรียกใช้สัญลักษณ์ขีดตั้ง (l) คำหนุนใช้ขีดนอน (-) คำคูใช้จุด (.) ทั้งนี้ต้องเป็นคำสมบูรณ์ ส่วนคำติดอ่างหรือบัวโรยซึ่งเป็นคำเสีย จะใช้กากบาท (X) โดยคำเสียไม่มีคะแนน เมื่อหมดเวลาแล้วกรรมการจะรวมคะแนนต่อไป

ส่วนคะแนนคารมแบ่งเป็น 2 พวกได้แก่ คะแนนประจำคำพวกหนึ่ง อีกพวกหนึ่งเรียกว่าคะแนนตับ คะแนนประจำคำได้แก่ คะแนนที่ให้สำหรับคำขันแต่ละคำโดยมีคะแนนให้ดังนี้ คำเรียก (l) ไม่มีคะแนน คำหนุน (-) 1 คะแนน คำคู (.) 2 คะแนน ส่วนคะแนนตับนั้นอธิบายได้ง่ายๆได้ดังนี้ ด้วยเป็นที่นิยมและยอมรับกันมาช้านานแล้วว่า นกที่มีคารม คือนกที่ขันเป็นตับ เปรียบเหมือนคนที่พูดเป็นประโยคนั่นเอง ประโยคที่เราพูดกัน เช่น "ฉันรักเธอ" ประกอบด้วยคำที่เป็นประธานคือ "ฉัน" คำกริยาคือ "รัก" คำกรรมคือ "เธอ" คือประกอบด้วยทั้งประธาน กริยาและกรรม จึงถือว่าเป็นประโยค นกเขาใหญ่คารมก็เช่นกัน จะขันเป็นตับได้ก็ต้องเป็นประโยคที่ประกอบด้วย คำเรียก (ประธาน) คำหนุน (กริยา) และคำคู (กรรม) เขียนเป็นสัญลักษณ์ได้เป็น I - . นกที่ขันเป็นตับเช่นนี้จะได้คะแนนตับๆละ 2 คะแนนทุกตับไป นอกเหนือจากคะแนนประจำคำดังได้กล่าวแล้ว นกคารมดีๆ อาจขันเป็นตับยาวๆโดยขันเรียก 1 คำ แล้วต่อด้วยคำหนุนสลับกับคำคูเรื่อยไป เรียกว่านกตับยาก ก็จะได้คะแนนตับสูงขึ้นไปอีกแทนที่จะเป็นตับละ 2 คะแนน ก็อาจจะเป็นตับละ 4 6 8 10 12 คะแนนได้ นอกจากนี้นกบางตัวขันคำคูซ้อนติดกัน ก็ยังมีคะแนนคูซ้อนให้อีก 2 คะแนน ที่มีคูซ้อนแต่ละครั้งด้วย เมื่อนำคะแนนตับรวมกับคะแนนประจำคำทั้งหมดก็จะเป็นคะแนนคารมของนก เมื่อรวมคะแนนนกแต่ละตัวแล้ว นกที่ชนะในแต่ละประเภทเสียงคือนกที่ได้คะแนนรวม(เสียง + ความเร็ว + คารม) สูงสุด ไล่เรียงลงมาตามจำนวนรางวัลการประกวดนกเขาใหญ่คารมในห้วงเวลานั้น มีการนำนกที่ชนะที่ 1 ในแต่ละคราวมาแข่งขันชนะเลิศประจำปีด้วย

ครั้นเมื่อสิ้นคุณหลวงชาญแล้ว คุณฉลาดล้ำ โกมารกุล ณ นคร ซึ่งเป็นคนที่คุณหลวงชาญรักใคร่สนิทสนมมากคนหนึ่ง ได้รับมรดกเป็นนกสายเลือดดีหลายนก คุณฉลาดล้ำได้ทำการผสมกับนกสายดั้งเดิมจนได้นกพันธุ์ใหม่ชั้นดีมากมาย ต่อมานกเหล่านี้ตกทอดมาอยู่กับผู้เขียนเมื่อคุณฉลาดล้ำเสียชีวิตลง ครั้งนั้นคุณฉลาดล้ำร่วมกับผู้เขียน น.อ.วิจินต์ อ.บุญเกิด คุณทวี วงศ์สุวรรณ และผู้นิยมเลี้ยงนกเขาใหญ่ได้จัดตั้งชมรมสวนสนขึ้นที่ซอยต้นสน ถ.แจ้งวัฒนะ อันเป็นสถานที่จัดแข่งนกเขาใหญ่คารมเรื่อยมา ในช่วงนี้เองที่ พล.ต.ต สหัสชัย อินทรสุขศรี (ผู้การกบ) ได้เข้ามาร่วมเป็นกรรมการด้วย ในครั้งนั้นมีผู้นิยมเลี้ยงนกเขาใหญ่ในจังหวัดต่างๆจัดตั้งชมรมขึ้น อาทิ ชมรมเพชรบุรี ชมรมสระบุรี และได้นำนกเข้าร่วมแข่งขันที่ชมรมสวนสนจัดขึ้นเป็นประจำ

ในปัจจุบันได้มีผู้นิยมเลี้ยงนกเขาใหญ่กันมากมาย มีชมรมเกิดขึ้นหลายชมรม ที่สำคัญได้แก่ ชมรมอยุธยา โดยมีคุณศักดา ขาวใบไม้เป็นประธาน และชมรมมหาชัย ซึ่งหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันเป็นประจำทุกเดือน และยังมีชมรม ลาดพร้าว หนองโดน อีกด้วย สำหรับกติกาที่ใช้ตัดสินทุกวันนี้ผู้เขียนในฐานะประธานกรรมการตัดสินยังคงรักษากติกาเดิมที่กำหนดโดยพลเอกหลวงชาญชิดชิงชัยไว้เกือบทั้งหมด มีเปลี่ยนแปลงบ้างเพียงเล็กน้อยให้เหมาะกับยุคสมัย เช่นเวลาแข่งขันเหลือ 6 นาที เนื่องจากมีนกเข้าแข่งจำนวนมาก และแข่งเพียงวันเดียว นอกจากนี้ยังอนุโลมให้ใช้ผ้าคลุมเป็นสีอื่นเช่นสีน้ำเงิน น้ำตาล สีที่ไม่ฉูดฉาด แทนผ้าคลุมสีดำได้ เนื่องจากบางคนไม่ชอบใช้สีดำ

จะเห็นว่าผู้เลี้ยงนกเขาใหญ่ในปัจจุบันล้วนเป็นคนรกสัตว์ มีจิตใจโอบอ้อมอารี การนำนกมาแข่งก็ไม่ได้ถือเป็นเรื่องจริงจังอะไร (ชนะได้ก็ดี) ต้องการมาพบปะสังสรรค์และถือเป็นการพักผ่อนในวันหยุดสุดสัปดาห์มากกว่า ในวันแข่งขันมีข้าวปลาอาหารเลี้ยงกันอย่างอุดมสมบูรณ์ บรรยากาศในสนามแข่งขันก็ชวนให้พักผ่อนอย่างสบายอารมณ์ โดยเฉพาะที่ชมรมอยุธยาบ้านคุณศักดา สมาชิกที่มาแข่งมักชักชวนลูกเมียมาพักผ่อนไปในตัว ใครใคร่กินกิน ใครใคร่นอนนอน (มีเสื่อ แคร่) แถมมีเสียงนกเพราะๆขับกล่อมให้ฟังอีกด้วย แต่สมาชิกมักนอนไม่ลงเมื่อได้ยินนกเสียงเพราะคารมดีขัน ต้องรีบลุกมานั่งฟังอย่างตั้งอกตั้งใจทีเดียว นับว่าสุขกาย สบายใจยิ่งนัก ดังนั้นทุกคนจึงนับวันรอคอยการแข่งขันในนัดต่อไป หากท่านเป็นคนรักสัตว์ มีอารมณ์สุนทรีย์ อยากจะสัมผัสบรรยากาศแบบนี้บ้างไม่ยาก เพียงสมัครเป็นสมาชิกของชมรมหนึ่งชมรมใด(ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น) แล้วแต่ว่าท่านอยู่ใกล้ชมรมไหน วิธีการสมัครก็ง่ายมากแจ้งชื่อที่อยู่ไว้ ทางชมรมจะมีจดหมายแจ้งให้ทราบกำหนดวันแข่งขัน พร้อมทั้งผลการแข่งขันนัดที่ผ่านมา เท่านี้ท่านก็สามารถไปชมการแข่งขันได้ ส่วนท่านที่สนใจอยากเลี้ยงนกไว้ฟังเล่น หรือเอาไว้แข่งสักตัวสองตัว ก็สามารถสอบถามเพื่อนสมาชิกได้ การเลี้ยงนกเขาใหญ่นั้นลงทุนไม่มากทั้งนกและอุปกรณ์ แต่ผู้เขียนอยากแนะนำให้ท่านลองไปดูในวันแข่งก่อน จากนั้นจึงถามใจตัวเองว่าชอบเลี้ยงนกประเภทไหน จะได้สมหวังนะครับ