โรคของนกเขา

 

 

 

 

  การดูแล นกเขาชวา นกเขาใหญ่ ในช่วง

              ฤดูหนาว             ฤดูฝน

1. อหิวาต์ (Fowl chlorella) เป็นโรคที่เกี่ยวกับระบบอาหารของนก พบในสัตว์ปีกหลายชนิด และระบาดได้ทุกฤดูกาล เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ติดต่อได้โดยนกกินอาหารหรือน้ำที่มีเชื้อนั้นเข้าไป หรือสัมผัสกับเชื้อที่มากับพาหะนำโรค เช่น สุนัข นก แมว หนู หรือแมลงต่างๆ รวมไปถึงแหล่งน้ำที่มีการทิ้งสัตว์ที่ป่วยตายลงในน้ำแล้วนำน้ำนั้นมาใช้

อาการของโรค - โรคนี้มีเชื้อหลายชนิดและแต่ละชนิดก็จะแตกต่างกันไป บางชนิดนกจะตายอย่างรวดเร็วและไม่ปรากฏอาการ บางชนิดนกจะป่วยเป็นเวลานาน ซึม ไม่กินอาหาร น้ำหนักลด มูลนกมีสีเหลืองหรือเขียว เหนียงมีสีคล้ำ หน้าบวม หรือบวมที่ข้อขา

การป้องกัน ต้องระวังรักษาความสะอาดของโรงเรือนหรือกรง และป้องกันสัตว์พาหะของโรคไม่ให้มารบกวนนก วัคซีนสำหรับการป้องกันก็จะทำได้โดยฉีดเข้ากล้ามเนื้อ หรือใต้ผิวหนังและทำซ้ำทุกๆ3เดือน หรือให้ยาปฏิชีวะนะละลายน้ำให้นกกินก็ได้

2. นิวคาสเซิล (Avian pneumoencephalitis) เป็นโรคระบาดที่ร้ายแรงมากและถ้านกตัวใดตัวหนึ่งในกรงเป็น อาจจะทำให้นกที่เหลือติดเชื้อและตายตามกันไปได้ในเวลาอันรวดเร็ว เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งสามารถติดต่อกันโดยตรงในนกที่ใกล้ชิดกัน กินน้ำและอาหารจากภาชนะเดียวกัน พาหะนำโรคนี้ก็จะมีจากคน แมว นกกระจอก แมลงวันที่ไปสัมผัสกับเชื้อแล้วมาสัมผัสกับสิ่งที่ใกล้ตัวนก

อาการ - จะแสดงอาการหลังจากได้รับเชื้อแล้ว3-6วัน โรคนี้จะระบาดในระยะเวลาอันสั้น แต่ก่อความเสียหายอย่างร้ายแรง นกที่เป็นโรคจะมีอาการหายใจขัด หายใจมีเสียงดัง น้ำมูกไหล ชักกระตุก คอบิด เดินไม่ได้ ขาและปีกเป็นอัมพาต และนกที่หายจากโรคนี้มักจะเป็นพาหะนำโรคสู่ตัวอื่นๆ

การป้องกัน - โรคนี้ยังไม่มีการรักษาให้หายขาดได้ ป้องกันโดยการใช้วัคซีนป้องกันโรคนิวคาสเซิล โดยจะหยอดจมูกก็ได้ หรือแทงปีกก็ได้ หากพบนกตัวใดที่เป็นโรค ควรกำจัดเสียและฝังหรือเผาเพื่อกำจัดเชื้อไม่ให้ลุกลาม

3. โรคฝีดาษ (Fowl pox disease) พบมากในนกอายุน้อยและพบมากในนกพิราบ และติดต่อเร็ว ทำให้นกตายเป็นจำนวนมาก และตัวที่หายจากโรคจะแคระแกร็น

สาเหตุ - เกิดจากเชื้อไวรัส ติดเชื้อได้โดยการสัมผัสเชื้อโดยตรงเช่นบาดแผล นกจิกตีกันอาจติดกันได้ หรือยุงที่เป็นพาหะนำโรค โดยเชื้อจะมากับยุงที่ไปกินเลือดนกที่เป็นโรคและติดต่อกัน

อาการ – หลังจากได้รับเชื้อประมาณ 8-10วัน นกจะเป็นตุ่มตามหน้าและลำตัวคล้ายหูด ต่อมาจะมีขนาดใหญ่และแตกออกเป็นสะเก็ดและหลุดไป หากนกไปสัมผัสบาดแผลนี้โดยตรงอาจจะติดเชื้อได้ และตุ่มฝีดาษอาจจะเกิดขึ้นในลำคอของนก ซึ่งจะทำให้กลืนอาหารลำบาก มีน้ำลายยืด มีกลิ่นเหม็น

การป้องกันโรค - ไม่ควรให้ยุงกัดลูกนก เพราะยุงเป็นพาหะของโรค ในกรณีที่นกเป็นฝี ใช้ทิงเจอร์ไอโอดีนทาบริเวณที่เป็น และละลายยาปฏิชีวนะในน้ำให้นกกิน หรือทำวัคซีนฝีดาษโดยการแทงปีก จะป้องกันโรคได้ประมาณ1ปี

4. โรคหลอดลมอักเสบ (Infectious bronchitis) เกิดได้ในนกทุกวัย แต่หากเกิดในลูกนกจะทำให้ตายได้ และติดเชื้อได้ง่ายมาก เกิดจากเชื้อไวรัส โดยนกได้รับเชื้อจากการหายใจเอาเชื้อโรคเข้าไป หรือเชื้อโรคปนมากับอาหารหรือน้ำ

อาการ - อาการคล้ายกับหวัด นกจะมีอาการหายใจลำบาก อ้าปากขณะหายใจ และมีเสียงออกมาจากลำคอ ตาแฉะ ซึม และตายโดยไม่สามารถหายใจได้เนื่องจากน้ำมูกไปอุดตันในหลอดลม

การป้องกัน - ไม่ควรปล่อยนกรวมกันในกรงมากนัก ควรหมั่นทำความสะอาดกรงเลี้ยง ภาชนะใส่น้ำ และใช้น้ำยาฆ่าเชื้อราดพื้น ให้วัคซีนแก่ลูกนกเมื่ออายุได้2อาทิตย์ โดยการหยอดตาหรือจมูกและทำการหยอดซ้ำทุกๆ3เดือน

5. โรคพยาธินัยน์ตา - ในตานกจะมีพยาธิตัวเท่าเส้นด้ายใสๆ เคลื่อนไหวไปมาที่ดวงตาของนก หรืออาศัยอยู่ตามหัวตาหรือเปลือกตานก นกจะน้ำตาไหล เอาตาเช็ดกับขนปีกเพราะระคายเคือง ตาจะอักเสบและเป็นหนอง เมื่อเปิดเปลือกตาดูจะพบพยาธิตัวใสๆเล็กๆ

พาหะนำโรค - แมลงสาบเป็นพาหะที่เป็นที่อาศัยของตัวอ่อนพยาธิก่อนจะเติบโตเป็นตัวเต็มวัยในนกต่อไป

การป้องกันกำจัดโรค - รักษากรงและโรงเรือนให้สะอาด ไม่ทิ้งเศษอาหารซึ่งเป็นแหล่งอาหารของแมลงสาบได้ การกำจัดพยาธิในตานกใช้น้ำเกลือหยอดในตาของนกแล้วเขี่ยตัวพยาธิออกด้วยไม้พันสำลี หากนกมีอาการตาอักเสบหยอดตานกด้วยยาปฏิชีวนะเจือจางในน้ำวันละ2ครั้ง จนกว่าจะหาย

6. โรคแอสเพอกิลโลซิส – เกิดจากเชื้อราประเภทอัลฟาท็อกซินที่ปะปนมากับอาหารจำพวกเมล็ดพืช โดยเฉพาะข้าวโพด หรือถั่ว นกจะมีอาการหงอยซูบผอม ไอคล้ายเป็นหวัด แต่ไม่มีน้ำมูก จามพร้อมสะบัดหน้าแรงๆ

การป้องกันกำจัด – เลือกอาหารที่ใหม่แก่นก อาหารที่นกกินไม่หมดควรนำไปทิ้ง และเปลี่ยนอาหารที่สดใหม่เช่นข้าวโพดที่พึ่งเก็บเกี่ยว มีความชื้นต่ำเพื่อป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อราอัลฟาท็อกซินในข้าวโพดหรือเมล็ดพืชที่ใช้เป็นอาหารนก และใช้ยาพวกfungizidinพ่นบริเวณกรงเลี้ยง

7. โรคขี้ขาว (pullout disease) เป็นโรคที่เกี่ยวกับทางเดินอาหาร ที่เกิดจากเชื้อsalmonella pullorum โดยนกจะมีอุจจาระที่ผิดปรกติ กล่าวคืออุจจาระมีสีขาว นกจะตายได้โดยง่ายและนกที่ติดเชื้อจะมีแนวโน้มที่จะถ่ายทอดไปถึงลุกนกด้วย ลูกนกที่อายุประมาณ 3-5วันจะติดเชื้อได้ง่ายมาก มีอาการท้องเสีย อุจจาระติดก้น หงอยซึม หอบ และตะตายภายในไม่กี่วัน

การป้องกันโรค – ให้ยาปฏิชีวนะเช่นยา เทอรามัยซิน ผสมน้ำให้กินประมาณ 3-5วัน รมอุปกรณ์เลี้ยงนกด้วยฟอร์มาลีนผสมเกล็ดด่างทับทิมเพื่อฆ่าเชื้อโรค และแยกนกที่ป่วยออกมารักษาต่างหาก

8. โรคหวัดติดต่อหรือหวัดหน้าบวม (infectious coryza) เกิดจากเชื้อแบคทีเรียพวกhomophilus gallinarumที่มีผลต่อระบบหายใจ มักจะระบาดมากในหน้าหนาว โดยนกจะมีขี้มูกเกรอะกรัง หน้าบวม จาม ตาแฉะ มีกลิ่นเหม็น เบื่ออาหาร

การป้องกัน – ไม่ควรเลี้ยงนกจำนวนมากในกรงเดียวกัน ใช้ยาปฏิชีวนะ ออริโอมัยซิน ละลายน้ำให้นกกิน ส่วนนกที่เป็นโรคจะใช้ยาซัลฟาละลายน้ำให้นกกิน ประมาณ5-7วัน

9. โรคหวัดซีอาร์ดี (chronic respiratory disease) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ติดต่อทางน้ำลาย กินอาหารและน้ำร่วมกัน และยังติดต่อผ่านไข่จากแม่นกไปถึงลุกนกได้ โดยนกจะมีอาหารจาม มีน้ำมูกไหล หายใจมีเสียงครืดคราด มีเสมหะในลำคอ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด และโรคนี้ยังไม่มีวัคซีน

การป้องกันและกำจัด – รักษาความสะอาดของกรงเลี้ยงและใช้ยาปฏิชีวนะละลายน้ำให้นกกิน

10. โรคบิด (Coccidicsis) โรคนี้จะระบาดในช่วงที่มีอากาศร้อนเกิดจากเชื้อโปรโตซัว coccidia เชื้อนี้จะมีชีวิตอยู่ได้ทั่วไป ถึงแม้จะมีสภาวะอากาศแห้งแล้ง โดยจะฟักตัวอยู่ในดินได้เป็นเวลานาน อาการของโรคจะแบ่งออกเป็น 2ประเภท 1.บิดเรื้อรัง จะทำให้เกิดการอักเสบที่ลำไส้เล็ก นกจะมีอาการท้องเสีย อุจจาระเหลว หงอยซึม ผอมลงอย่างรวดเร็ว หน้าและขาซีด 2. บิดชนิดรุนแรง จะมีอาการคล้ายบิดเรื้อรังแต่ชนิดนี้จะเกิดที่สำไส้ตันและลำไส้เล็กแต่จะมีอาการรุนแรงกว่า และนกจะตายภายใน6-10วัน

การป้องกัน – ใช้ย่าเชื้อบิดทำความสะอาดกรงนกและใช้ยาป้องกันโรคบิดผสมอาหารให้นกกิน

11. PSEUDOMEMBRANOUS STOMATITIS เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส Herpesvirus ที่ก่อให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อในช่องปาก เชื้อนี้จะคล้ายเชื้อเริมที่เกิดขึ้นในคน เชื้อนี้จะมีผลต่อนกที่อ่อนแอ เช่นลูกนกหรือนกที่ป่วย นกที่เป็นโรคนี้จะทำให้กินอาหารได้น้อยลงและร่างกายอ่อนแอ ติดเชื้ออย่างรุนแรงและตายลงในที่สุด นกที่เป็นโรคนี้จะสังเกตได้ง่ายมาก นกจะมีแผลตรงลำคอและในปาก แผลที่ปรากฏจะมีสีแดง หรือสีขาวติดแน่นกับผนังลำคอ เมื่อสะกิดจะมีเลือดออก นกที่เป็นโรคนี้จะซึม ขนพอง ไม่ร่าเริง ไม่กินอาหาร และจะตายในเวลาอันสั้น หากเป็นในลูกนกเราสามารถช่วยในการป้อนอาหารโดยใช้สายยางเล็กๆสอดผ่านเข้าลำคอ นกจะได้รับอาหารโดยไม่ต้องใช้ปากจิกกินและหรือเจ็บคอเนื่องจากกินอาหาร แต่ต้องป้อนอาหารไปเป็นอาทิตย์จนกว่าจะหาย การรักษาตามอาการค่อนข้างยาก แต่จะมีวิธีป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่ลุกลามติดต่อไปยังนกอื่นได้ โดยทำความสะอาดกรง รังนอน เครื่องมือป้อนอาหาร อาหารที่สกปรกหรือน้ำที่มีเชื้อปะปนอยู่ ล้างภาชนะที่ให้อาหารนกด้วย้ำยาฆ่าเชื้อเป็นเวลา 10-14วันจะกว่าเชื้อจะหยุดระบาด

12. ปรสิตภายนอก - นกจะมีปรสิตภายนอกเช่น ไร หมัด เหา โดยปรสิตจะอาศัยอยู่ตามขนและผิวหนังทำให้นกเกิดความรำคาญ ไซร้ขนบ่อยๆ ขนร่วง เป็นโรคผิวหนัง ขันน้อยลงและนกตัวเมียอาจจะหยุดไข่เนื่องจากสุขภาพไม่สมบูรณ์ โลหิตจาง สุขภาพอ่อนแอ ความต้านทานโรคน้อยลง

การกำจักปรสิต - ใช้ยากำจัดปรสิตภายนอก ละลายน้ำฉีดพ่นที่รังนก กรงนกหรือพื้นกรงก่อนที่จะนำนกเข้าไว้ในกรง อย่าให้ถูกตัวนก เพราะนกอาจจะไซร้ขนและยาอาจเข้าไปในปากนกจนเกิดอันตรายได้

13. โรคตัวไรในถุงลม Air sac mite

เกิดจากตัวไรขนาดเล็ก ลักษณะเป็นจุดเล็กๆสีดำ มีวงจรชีวิตประมาณ14-21 วัน จะแพร่ขยายพันธุ์และเกาะกินเซลที่เป็นเยื่อบุผนังของระบบทางเดินหายใจของนก โพรงจมูก หลอดลม กล่องเสียง และถุงลมภายในปอด

จะทำให้เยื่อบุผนังเหล่านั้นเกิดหารอักเสบ บวม ทำให้มีสารคัดหลั่งเช่นน้ำมูก ออกมาในปริมาณที่มากผิดปกติ

ลักษณะอาการ นกที่เป็นโรคนี้จะเหนื่อยง่าย หายใจลำบาก มีการหายใจทางปาก เสียงดังวี๊ดๆเวลาหายใจเข้าออก ไอ มีน้ำมูก เสียงร้องเปลี่ยน เวลาหายใจส่วนหางจะกระดกขึ้นๆลงๆเป็นจังหวะ นกจะอ่อนเพลีย ผอม และจะตายอย่างฉับพลันเนื่องจากสารคัดหลั่งที่เป็นเมือกไปอุดตันระบบทางเดินหายใจ

การติดต่อของโรค นกที่ป้อนอาหารให้แก่กัน นกจะรับเอาสารคัดหลั่งหรือน้ำมูกเข้าไปหรือดื่มน้ำในถ้วยน้ำเดียวกันกับนกตัวที่เป็นโรค จะมีไข่ของไรหรือตัวไรปะปนอยู่และตัวไรจะแพร่ขยายพันธุ์ในตัวนก

การป้องกันและรักษา เลือกซื้อนกที่มาจากแหล่งที่เชื่อได้ว่าปราศจากโรค ดูแลรักษาความสะอาดสภาพกรงเลี้ยงให้ดี ไม่ปล่อยนกอยู่กันอย่างแออัด

คัดเลือกซื้อนกที่แข็งแรง ไม่ผอมจับดูหน้าอกไม่แหลมเป็นสัน ไม่เลือกนกที่เหนื่อยหอบง่าย

การรักษา - ใช้ตะไคร้แช่น้ำพ่นที่ตัวนกและแช่ตะไคร้ในน้ำที่นกกิน ใช้ฉีดไล่ตัวไรที่กรงเลี้ยง ถาดรองขี้นก รังนก

- ใช้สารกำจัดไรเป็นก้อน แขวนไว้ในกรงนก

เล็บหรือปากยาวเกินไป - ปากที่ยาวเกินไปอาจเป็นอุปสรรคในการกินอาหาร และเล็บที่ยาวเกินไปจะทำให้นกจับคอนยากและเล็บนกอาจเกี่ยวกับกรงจะเกิดการพิการหรือบาดเจ็บได้ ใช้กรรไกรตักเล็บเล็มตรงปลายและต้องระวังไม่ตัดสั้นจนเกินไปจนทำให้เลือดไหล สังเกตง่ายๆโดยส่องกับแดดว่าเล็บหรือปากมีปลายที่เลือดไปเลี้ยงถึงตรงไหน และตัดให้ห่างจากบริเวรนั้นพอประมาณ

นกชอบจิกขนตัวเอง - อาจเกิดจากนกขาดแคลเซียมควรหากระดองปลาหมึกป่น เปลือกไข่ป่น หรือทรายทะเลไว้ให้กิน หรือนกอาจเครียดเกินไปเนื่องจากขังกรงเดี่ยวไว้เป็นเวลานาน นำนกไปปล่อยในกรงบินเพื่อให้นกออกกำลังและนกจะหยุดจิกถอนขนตัวเอง

นกช็อคเนื่องจากอากาศร้อน - เนื่องจากนกตากแดดมากเกินไปหรือไม่ได้ตากแดดเป็นเวลานาน เมื่อได้รับแดดเข้าไปอาจเกิดภาวะช็อค อุณหภูมิในตัวนกอาจสูงขึ้นอย่างเฉียบพลัน นกหายใจและระบายความร้อนไม่ทัน อาจทำให้นกเกาะคอนไม่อยู่และหมดสติได้ เมื่อพบนกมีอาการควรนำไปไว้ในที่ร่มอากาศถ่ายเทแต่ลมไม่โกรกมากจนเกินไป ไม่ควรนำนกไปอาบน้ำเพราะนกจะตายได้ ควรคลี่ปีกนกออก เพื่อระบายความร้อนออกจากตัวแล้วใช้ผ้าชุบน้ำประคบหัว และขนตามลำตัว ระวังอย่าให้เปียกโชก

นกปีกหัก - นำนกไปไว้ในกรงที่ไม่มีคอนเพื่อป้องกันนกบินขึ้นจับคอนและปีกนกอาจเคลื่อนไปกว่านี้ ไม่ควรจับปีกนกเพื่อขยับปีกให้เข้ารูปเดิม นำผ้าคลุมกรงเพื่อไม่ให้นกตื่นและนำส่งสัตว์แพทย์